บำรุงดูแลรักษาระบบต่างๆที่ต้องสังเกตและเช็คสภาพ รถรับจ้างขนของ อยู่เสมอ ระบบรองหน้าและหลัง – ส่วนประกอบหลักของระบบรองหน้าและหลังจะประกอบไปด้วยสปริง โช๊คอัปซอร์บเบอร์และปีกนก จะทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลด้านการบังคับเลี้ยวและกั้นอาการที่เกิดจากการสั่นสะเทือนจากผิวถนนไปยังตัวถังรถหากว่าในส่วนตรงนี้เสียหายจะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมายต่อผู้ขับขี่รถและผู้โดยสาร ทางที่ดีก็อย่าลืมให้ช่างตรวจสอบเสมอเวลาเช็คระยะการบำรุงดูแลรักษาช่วงล่างของรถยนต์

ระบบรองหน้าและหลัง – ส่วนประกอบหลักของระบบรองหน้าและหลังจะประกอบไปด้วยสปริง โช๊คอัปซอร์บเบอร์และปีกนก จะทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลด้านการบังคับเลี้ยวและกั้นอาการที่เกิดจากการสั่นสะเทือนจากผิวถนนไปยังตัวถังรถหากว่าในส่วนตรงนี้เสียหายจะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมายต่อผู้ขับขี่รถและผู้โดยสาร ทางที่ดีก็อย่าลืมให้ช่างตรวจสอบเสมอเวลาเช็คระยะ

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก – น้ำมันเบรกจะมีคุณสมบัติดูดความชื้นจากอากาศจะทำให้จุดเดือดลดลง เมื่อเจอความร้อนจะทำให้เป็นฟองอากาศในระบบเบรกทำให้เบรกเกิดการยืดหยุ่น ประสิทธิภาพก็ย่อมลดลงควรตรวจเช็คให้ดี เกิดการกัดกร่อนที่กระบอกแม่ปั๊มเบรกกับกระบอกเบรกที่ล้ออาจทำให้น้ำมันเบรกรั่วออกมาได้ ทำให้รถของท่านืเบรคไม่ดีเท่าที่ควร

อัดจารบีบูชปีกนก – ลูกหมาก สลักหูแหนบ กับโตงเตง ทำหน้าขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอขณะที่รถเจอกับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ลูกหมากกับบูชเกิดการสึกกร่อนได้ ที่สำคัญอาจทำให้เสียการทรงตัวเมื่อทิ้งเอาไว้นานๆ จึงจำเป็นต้องอัดจารบีเข้าไปอยู่เสมอ

บำรุงรักษาเรื่องของระบบเลี้ยว – กระปุกเกียร์พวงมาลัย รวมถึงตัวพวงมาลัยเองคือส่วนประกอบทั้งหมดของระบบเลี้ยว ตัวลูกหมากก้านต่อบังคับเลี้ยวเป็นจุดสำคัญในระบบที่เป็นตัวเชื่อมต่อเพื่อให้พวงมาลัยสามารถหมุนล้อไปได้ด้วยความคล่องการที่ลูกหมากก้านต่อถูกใช้งานมาเป็นเวลานานหากขาดการดูแลรักษาที่ดีการบังคับเลี้ยวก็จะเกิดความไม่แน่น หรือหลาม เสื่อมสภาพ

ช่วงล่างรถยนต์ เป็นส่วนสำคัญของตัวรถและประกอบด้วยชิ้นส่วนมากมายในระบบช่วงล่างนี้ เช่น โช๊คอัพ, สปริง, ระบบเบรค, บูชปีกนก, ลูกหมาก และอื่นๆ อีกมากมาย ระบบช่วงล่างทำหน้าที่ในการรับน้ำหนัก, รักษาระดับระหว่างผิวรถกับพื้นถนนให้คงที่, คอยควบคุมล้อรถตั้งฉากกับผิวถนน, ลดแรงสั่นสะเทือนตอนรถวิ่ง จึงช่วยให้คนขับสามารถควบคุมรถและทำให้แรงสั่นสะเทือนไปยังภายในรถให้น้อยที่สุด

การดูแลรักษาช่วงล่างสำหรับคนที่อาจไม่ได้มีความรู้หรือไม่ได้มีประสบการณ์ส่วนใหญ่เมื่อถึงกำหนดเช็คระยะตรวจสภาพรถช่างที่เป็นคนทำการตรวจก็จะมีการตรวจสอบช่วงล่างให้ตามปกติอยู่แล้ว รถรับจ้าง หรือ รถส่งของที่ใช้งานหนักและรถมีอาการแปลกๆก็ควรที่จะรีบหาร้านหรือช่างที่พอจะช่วยเหลือได้ให้ตรวจสอบให้ดีกว่าจะปล่อยทิ้งไว้นานๆ สุดท้ายก็เกิดอันตรายในระหว่างขับขี่

การ ‘จั๊มแบตเตอรี่รถยนต์’ ในกรณีฉุกเฉิน

– เมื่อ แบตเตอรี่รถยนต์ หมด ให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถ และขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่

– นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+) ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด หลังจากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน

– นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาต่อกับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนา

– ต่อจากนั้นนำสายหัวต่อที่เหลือต่อเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องยนต์ หรือตัวถังรถยนต์ ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด โดยควรต่อให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่มีไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า

– หลังจากนั้น เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด จากนั้นเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 – 2,000 รอบ/นาที เพื่อเช็คดูว่าประจุไฟเข้าหลังจากการชาร์จหรือไม่ ซึ่งถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับแสดงว่าการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำเร็จ

– ถอดสายพ่วงสีเขียว หรือสายขั้วลบ (-) ออกจากตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่หมด และตามด้วยหัวต่อขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ จากนั้นจึงถอดสายสีแดงหรือสายขั้วบวก (+) จากรถคันที่แบตเตอรี่หมด และถอดหัวสายพ่วงจากแบตเตอรี่ที่มีไฟ

– ปิดฝาช่องเติมน้ำกลั่นให้ครบ และสตาร์ทรถยนต์ทิ้งไว้ 30 นาที หรือขับรถไปเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คเครื่องยนต์และ เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ใหม่

ข้อควรระวังการ “จั๊มแบตเตอรี่รถยนต์”
– ไม่ควรสตาร์ทเครื่องยนต์ไว้ระหว่างต่อสายพ่วงให้แบตเตอรี่รถยนต์

– เวลาต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ อย่าให้สายพ่วงสัมผัสกัน เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้

– ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวก – ลบ โดยใช้น้ำร้อนเทที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขั้ว เพื่อขจัดคราบเกลือที่เกาะติดอยู่

– ตรวจเช็คกำลังไฟของแบตเตอรี่รถยนต์อย่างสม่ำเสมอ เพราะแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ หรือ 24 โวลต์ ไม่สามารถนำมาพ่วงกับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ได้ และอาจทำให้แบตเตอรี่ระเบิดได้